สมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรี

  • เวลา:
  • เรียกดู:0
  • แหล่งที่มา:king189
รสมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรีมสมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรีสมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรีว.พาณิชย์ เชื่อ RCEP หนุนการค้า-การลงทุน หวังดันไทยเบอร์ 1 ส่งออกอาหาร ข่าวเศรษฐกิจ16 พ.ย. 63 17:17 FacebookTwitterLine นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี แลสมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรีะรมว.พาณิชย์ เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ “การประกาศความสำเร็จการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)” ว่า มั่นใจว่า RCEP จะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการส่งออกสินค้า บริการ และการลงทุน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าของไทยที่มีจุดแข็งอย่างสินค้าเกษตร ให้บุกตลาดอีก 14 ประเทศได้ อย่างมันสำปะหลัง แป้งมัน ยางพารา ประมง อาหาร ฯลฯ ซสมัคร สมาชิก รับ เครดิต ฟรีึ่งจะช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการผลักดัน “อาหารไทยเป็นอาหารโลก” และทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้นๆ ของโลก และอันดับหนึ่งของโลกได้ในอนาคต จากปัจจุบันอยู่อันดับ 11 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์อีก เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย มอเตอร์ไซค์ รวมถึงภาคบริการและการลงทุน อย่างธุริจบริการก่อสร้าง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพที่ไทยมีศักยภาพมาก รวมถึงธุรกิจคอนเทนต์ อย่าง ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น เกมส์ เป็นต้น อีกทั้งความตกลงยังก่อให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างสมาชิก ซึ่งยังไม่มีในความตกลงการค้าเสรี (FTA) อาเซียน+1 เลย เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การแข่งขันทางการค้า การส่งเสริมและคุ้มครองวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และความร่วมมือในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นายจุรินทร์ ได้ฝากทุกภาคส่วนว่าหลังจากลงนามความตกลงไปแล้ว เราต้องเร่งเตรียมตัว และปรับตัว เพื่อรองรับความตกลงดังกล่าว เพราะมีเวลาอีกไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ รวมถึงเร่งศึกษากฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ปรับตัวและใช้ประโยชน์ได้ โดยหลังจากนี้ทั้ง 15 ประเทศ ต้องทำ 2 เรื่อง คือ ทำให้อินเดียมีโอกาสเข้ามาร่วมมือใน RCEP ในอนาคต หลังจากมีการพักเจรจาชั่วคราว และสมาชิกทุกประเทศต้องเร่งให้สัตยาบัน เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาเซียนต้องให้สัตยาบันเกิน 5 ประเทศ บวกกับคู่เจรจาอีก 3 ประเทศเป็นอย่างน้อย รวมเป็น 9 ประเทศ “การให้สัตยาบันของไทยนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.63 เห็นชอบให้ไทยให้สัตยาบันแล้ว ซึ่งผมจะเร่งผลักดันนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาได้ทันประชุมสมัยนี้ ที่เริ่มเปิดประชุมเดือนพ.ย.63 -ก.พ.64 ถ้าผ่านความเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบัน ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้สัตยาบันได้ เพื่อให้อาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้ได้ภายในกลางปีหน้าเป็นต้นไป” นายจุรินทร์กล่าวพร้อมยืนยันว่า ปัญหาการเมืองไทยในขณะนี้ ไม่กระทบต่อการเดินหน้ากระบวนการให้สัตยาบันแน่นอน เชื่อว่าทุกฝ่ายจะเห็นต่อผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะหากไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบทางการค้าของไทย ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีภายใต้ RCEP นั้น ในความตกลงกำหนดให้แต่ละประเทศสามารถใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าได้ ซึ่งไทยมีหลายมาตรการที่จะใช้ปกป้อง และลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการไทยได้ ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี/ซีวีดี) มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) อีกทั้งยังมีกองทุนเพื่อการปรับตัวจากการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการจะสามารถใช้ได้ รวมถึงกองทุนเอฟทีเอ ที่กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดตั้งด้วย “ขณะนี้ กรมฯ จะปรับปรุงระบบการเตือนภัยทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์การค้า การนำเข้าสินค้าจากสมาชิก ขณะเดียวกัน ได้เริ่มหารือกับผู้ประกอบการในหลายกลุ่มสินค้า ที่เกรงจะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าจากสมาชิก RCEP แล้ว เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งผู้ประกอบการแจ้งว่าหากรัฐจะใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ก็พร้อมให้ข้อมูลผลกระทบเต็มที่” นางอรมนกล่าวโดยสินค้าที่ผู้ประกอบการของไทยเกรงจะได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ไทยเปิดเสรีให้กับสมาชิก RCEP เพิ่มขึ้นจากที่เปิดเสรีในเอฟทีเออาเซียน+1 เช่น เปิดให้จีนเพิ่มเติมในสินค้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟฟ้า ไฟติดหมวก, เปิดให้ญี่ปุ่นเพิ่มในสินค้า ชิ้นส่วนยานยนต์, เปิดให้เกาหลีเพิ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ พัดลม เครื่องแต่งกาย สิ่งทอ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความตกลงดังกล่าวจะมีการทบทวนทุก 5 ปี สำหรับการเปิดรับสมาชิกใหม่ กำหนดให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ไปแล้ว 18 เดือน จึงจะเปิดรับสมาชิกใหม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายประเทศแจ้งความประสงค์จะขอเข้าร่วม เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 63) FacebookTwitterLine Tags: RCEP, การส่งออก, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, เศรษฐกิจไทย